ดื่มน้ำธรรมดาหรือน้ำแร่ ? ทำไมการดื่มน้ำธรรมดาถึงดีกว่าสำหรับสุขภาพในชีวิตประจำวัน
น้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การเลือกดื่มน้ำธรรมดาหรือน้ำแร่กลับเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย ด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างกันในแง่ของปริมาณแร่ธาตุและคุณประโยชน์ต่อร่างกาย การทำความเข้าใจถึงความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้เราเลือกน้ำดื่มที่เหมาะสมต่อสุขภาพของเราได้
- น้ำธรรมดา (Tap Water หรือ Filtered Water)
- คุณสมบัติ น้ำธรรมดาคือแหล่งน้ำที่เราสามารถดื่มได้หลังผ่านกระบวนการกรองหรือน้ำประปาที่ผ่านการบำบัดแล้ว น้ำชนิดนี้มีสิ่งปนเปื้อนถูกกำจัดไป และบางพื้นที่อาจมีการเติมแร่ธาตุเช่นฟลูออไรด์เพื่อช่วยป้องกันฟันผุ
- ปริมาณเกลือแร่ ในน้ำธรรมดาหรือน้ำกรองที่ใช้ในครัวเรือน แร่ธาตุมักจะมีปริมาณน้อยมาก (น้อยกว่า 50 มิลลิกรัมต่อลิตร) แร่ธาตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และโซเดียม แต่ในระดับต่ำที่ไม่ส่งผลต่อร่างกายมากนัก
- ข้อดี น้ำธรรมดาสะอาดและปลอดภัยหากผ่านการกรองและบำบัดอย่างถูกต้อง การดื่มน้ำธรรมดาปริมาณมากช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยขับของเสียออกจากร่างกายและส่งเสริมการทำงานของระบบไหลเวียน
- ข้อเสีย น้ำธรรมดาอาจมีแร่ธาตุต่ำ ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์เสริมจากแร่ธาตุเหล่านั้น
- น้ำแร่ (Mineral Water)
- คุณสมบัติ น้ำแร่มีแหล่งที่มาจากธรรมชาติใต้ดินที่มีการสะสมแร่ธาตุตามธรรมชาติ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม ซึ่งร่างกายต้องการในกระบวนการต่าง ๆ
- ปริมาณเกลือแร่ ปริมาณแร่ธาตุในน้ำแร่มีความหลากหลาย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 200-1500 มิลลิกรัมต่อลิตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาและยี่ห้อของน้ำแร่
ชนิดของน้ำแร่และปริมาณเกลือแร่
น้ำแร่มีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับแร่ธาตุที่ผสมอยู่ แต่ละประเภทมีคุณสมบัติและผลต่อสุขภาพที่ต่างกัน
- น้ำแร่ไบคาร์บอเนต (Bicarbonate water) ปริมาณไบคาร์บอเนต > 600 มิลลิกรัมต่อลิตร เช่น Volvic, Fiji
- น้ำแร่ซัลเฟต (Sulfate water) ปริมาณซัลเฟต > 200 มิลลิกรัมต่อลิตร เช่น Pi Water
- น้ำแร่ซัลเฟต-ไบคาร์บอเนต (Sulfate-bicarbonate water)
- น้ำแร่ซัลเฟอร์, เกลือ-ไอโอดีน, เกลือ-โบรมีน-ไอโอดีน (Sulfurous, salt-iodine, salt-bromine-iodine waters) ใช้ภายนอกร่างกาย
- น้ำแร่แคลเซียม (Calcium water) ปริมาณแคลเซียม > 150 มิลลิกรัมต่อลิตร เช่น Evian, Badoit
- น้ำแร่แมกนีเซียม (Magnesium water) ปริมาณแมกนีเซียม > 50 มิลลิกรัมต่อลิตร เช่น Vichy
- น้ำแร่ฟลูออเรด (Fluorate water) ปริมาณฟลูออไรด์ > 1 มิลลิกรัมต่อลิตร
- น้ำแร่เหล็ก (Ferrous water) ปริมาณเหล็กเฟอรัส > 1 มิลลิกรัมต่อลิตร
- น้ำแร่โซเดียม (Sodium water) ปริมาณโซเดียม > 200 มิลลิกรัมต่อลิตร
- น้ำแร่เกลือต่ำ (Low-salt water) ปริมาณโซเดียม < 20 มิลลิกรัมต่อลิตร
- น้ำแร่คลอรีน (Chlorinated water) ปริมาณคลอไรด์ > 200 มิลลิกรัมต่อลิตร
ข้อดี การดื่มน้ำแร่สามารถเสริมแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ เช่น แคลเซียมช่วยเสริมสร้างกระดูกแมกนีเซียมช่วยในการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท และโพแทสเซียมช่วยในการรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย นอกจากนี้ น้ำแร่ยังช่วยฟื้นฟูแร่ธาตุที่สูญเสียไปจากการออกกำลังกาย
ข้อเสีย น้ำแร่บางชนิดมีโซเดียม แคลเซียมสูง ซึ่งอาจไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือโรคไต จึงควรดื่มน้ำแร่ในปริมาณที่พอเหมาะและทยอยดื่มทีละน้อยเพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ดี พร้อมพิจารณาสถานะสุขภาพของตนเอง การดื่มน้ำแร่ในปริมาณที่มากเกินไปทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักในการขับเกลือแร่ส่วนเกินออกมาเพื่อให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล
ควรดื่มน้ำชนิดไหนดีกว่ากัน ?
น้ำธรรมดาและน้ำแร่มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน การเลือกดื่มน้ำสะอาดธรรมดาที่ผ่านการกรองที่ถูกวิธีแล้วในชีวิตประจำวันมักจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจากร่างกายสามารถได้รับแร่ธาตุที่จำเป็นจากอาหารได้อย่างเพียงพอ โดยไม่ต้องเสริมจากน้ำแร่ นอกจากนี้ การดื่มน้ำแร่เป็นครั้งคราวอาจมีประโยชน์ในการเสริมแร่ธาตุหลังการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่สูญเสียแร่ธาตุ แต่ควรระวังการบริโภคเกินจำเป็น เนื่องจากอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคไต โรคความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ
References:
- World Health Organization (WHO). “Water, Sanitation and Health: Drinking Water Guidelines.” https://www.who.int
- Mayo Clinic. “Mineral Water: Health Benefits and Risks.” https://www.mayoclinic.org
- National Institutes of Health (NIH). “Electrolytes and Water: Balance in the Body.” https://www.nih.gov
- “Tap Water vs. Bottled Water: Which is Better?” https://www.healthline.com
- “Mineral Water Composition and Health Impacts.” https://www.lenntech.com
- มารู้จักน้ำแร่กันเถอะ ! กรมทรัพยาการบาดาล www.dgr.go.th/th